|
3 hotels in Vienna rating.
|
ขับขี่ปลอดภัยในหน้าฝน
ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน....ผู้ที่ขับขี่ยวดยานทั้งหลายคงทราบกันดีแล้วว่าเป็นสภาพอากาศ
(ของเมืองไทย)
ที่ขับรถยากที่สุด
และมักจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายที่สุดด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนทางด่วน
ที่รถมักใช้ความเร็วกันสูง
ยิ่งเป็นจุดที่ก่อให้เกิดอันตรายได้ง่าย
แม้ว่าจะมีข้อกำหนดเรื่องการใช้ความเร็วบนทางด่วนไว้ไม่เกิน
110
กิโลเมตรต่อชั่งโมงเพื่อความปลอดภัยแล้วก็ตาม
และสาระน่ารู้บนทางด่วนวันนี้
จึงนำเสนอเทคนิคเล็กๆ
น้อยๆ
ของการเตรียมตัวในยามที่จำเป็นต้องขับรถท่ามกลางสายฝนมาฝากกัน
เรื่องแรกคือ
เรื่องของความเร็วของรถ
ท่านผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ให้คำแนะนำว่า
การใช้ความเร็วสำหรับถนนเปียกนั้น
ควรจะลดลงให้เหลือเพียง 2
ใน 3
จากตอนที่วิ่งปกติบนถนนแห้ง
(หรือประมาณ 70- 80
กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็พอ)
เพื่อยางจะได้เกาะถนนได้ดี
และที่สำคัญจะช่วยป้องกันไม่ให้รถของคุณไถล
หรือหมุนติ้วไปบนพื้นถนนที่ปกคลุมด้วยน้ำ
เพราะยางจะไม่จับผิวถนน
คือลอยอยู่บนผิวน้ำตามอาการ
"รถเหินน้ำ" นั่นเอง
ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
จะทำให้คุณๆ
คุมสถานการณ์ได้ยาก
ถ้าเกิดอาการดังกล่าวขึ้นมาจริงๆ
ก็ขอแนะนำว่าประการแรกคือ ต้องตั้งสติ
และอย่าเหยียบเบรกอย่างรุนแรงโดยเด็ดขาด
เพราะจะยิ่งทำให้เกิดอาการลื่นไถลถึงขั้นหมุนได้
สิ่งที่ควรทำก็คือ ค่อยๆ
ถอนเท้าออกจากคันเร่ง
ให้ความเร็วค่อยๆ ลดลงช้าๆ
ก่อนที่จะค่อยๆ แตะเบรก เพื่อให้ยางรถของคุณเกาะพื้นถนนได้ดีขึ้น
และ
พยายามประคองพวงมาลัยตั้งล้อให้ตรงไว้
เพื่อไม่ให้รถหลุดออกนอกเส้นทางวิ่ง
อีกเรื่องที่สำคัญในการขับรถหน้าฝนก็คือ
การกะระยะตามรถคันหน้า ในเวลาปกติคุณขับรถบนพื้นถนนแห้ง
ๆ
คุณรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าเท่าไหร่
เวลาฝนตกถนนเปียก
ขอให้คุณเพิ่มระยะห่างขึ้นอีก
1-2 เท่าตัว เผื่อพื้นที่และเวลาไว้
สำหรับเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
เรื่องการบอกตำแหน่งที่รถของเราอยู่ก็สำคัญ
เพราะในยามฝนตกหนัก ทัศนวิสัยมักจะแย่
การเพ่งมองและกะระยะในการขับรถทำได้ยากลำบาก
ดังนั้นสิ่งที่พึงปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของเราเองเวลา
อยู่บนถนนในสภาพอากาศแบบนี้ก็คือ
การกระพริบไฟใหญ่เป็นช่วงๆ
เพื่อบอกตำแหน่งรถของเราให้รถคันอื่นได้ทราบ
อย่างน้อยก็เป็นการเซฟตัวเองด้วยการบอกให้รถคันอื่นรู้ว่า
ฉันอยู่ตรงนี้นะ
อย่าเข้ามาชนหรือเข้ามาใกล้
เกินไป แล้วรถคันอื่น
ก็จะพากันทำตามเองนั่นแหละ
เพราะเขาเองก็มองไม่เห็น
และกลัวรถคันอื่นมาชนเหมือนกัน
แถมท้ายอีกนิด สำหรับกรณีขับรถผ่านพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง
สำหรับผู้ใช้ทางปกติ
ที่ไม่ใช่บนทางด่วน
ขั้นแรกคุณควรหยุดรถประเมินก่อนเลยว่าน้ำลึกแค่ไหน
ถ้ามีทางเลือกก็เปลี่ยนเส้นทาง
แต่ถ้าไม่มีทางอื่นแล้ว
และเห็นว่าน้ำไม่ลึกมากนัก
ก็คงต้องลองเสี่ยงดู
วิธีง่ายๆ คือ ถ้ามีรถ (เจ้าถิ่น)
ขับนำหน้าแบบดูแล้วคุ้นเคย
คุณก็ขับตามเค้าไปนั่นแหละ
แล้วพยายามเร่งเครื่องให้รอบสูงๆ
เอาไว้พอดี ๆ
โดยใช้วิธีเลี้ยงคลัตช์เพื่อถนอมความเร็วให้ต่ำอย่างพอดี
เพื่อป้องกันเครื่องดับกลางน้ำ
อย่าใช้ความเร็วด้วยคิดว่าจะหนีสภาพน้ำท่วมให้ได้เร็วที่สุด
เพราะแรงปะทะระหว่างรถกับน้ำ
อาจทำให้เกิดคลื่นและเข้าไปในห้องเครื่อง
ซึ่งจะทำให้เครื่องรถดับ
และเมื่อขับรถฝ่าน้ำมาได้แล้ว
เบรกของคุณจะเปียกน้ำ
เวลาเหยียบลงไปจะเหมือนไม่มีเบรกอยู่เลย
คุณจะต้อง ทำให้เบรกแห้ง
โดยการไล่น้ำออกด้วยการแตะเบรกเบาๆ
ไว้ระยะหนึ่ง ในระหว่างนี้อย่าลืมขับช้าๆ
อย่าใช้ความเร็วเพราะเบรกยังอยู่ในสภาพไม่พร้อมใช้งาน
ให้ทำไปเรื่อยๆ ผ่อนบ้าง
กดบ้าง
จนกว่ารู้สึกว่าใช้งานได้ตามปกติ
อนึ่ง
การเตรียมพร้อมด้วยการตรวจเช็คสิ่งจำเป็นสำหรับรถคุณ
เช่น ยางปัดน้ำฝน, ดอกยาง,
เบรกเท้า, เบรกมือ,
ไฟกระพริบ ฯลฯ ว่าอยู๋ในสภาพใช้งานหรือไม่
แต่ถ้าเกิดปัญหาฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ
บนทางด่วน
คุณสามารถเรียกใช้บริการกู้ภัยบนทางด่วนได้ตลอด
24 ชั่วโมง
โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเบอร์
โทร 1543
แหล่งข้อมูล : สารทางด่วน ปีที่ 2 ฉบับที่ 8
ประจำเดือนมิถุนายน -
กรกฎาคม 2543
บมจ.
ไทยเศรษฐกิจประกันภัย
160
อาคารไทยเศรษฐกิจ
ถนนสาทรเหนือ
บางรัก กรุงเทพฯ
10500
โทรศัพท์
คู่สาย) โทรสาร 2374621
E-mail :
info
|
เบี้ยประกันรถใหม่
ประกันอัคคีภัย
ประกันภัยทางทะเล
ประกันเบ็ดเตล็ด
ประกันรถยนต์
ศูนย์บริการ
ประวัติบริษัท
งบดุล
คณะกรรมการบริษัท
คณะผู้บริหาร
เกร็ดความรู้
ประชาสัมพันธ์
มุมสังสรรค์
|